ยังไม่จบ! ปมพินัยกรรมมรดก 200 ล้าน เคลียร์ไม่ลงตัว – Sport365TH

ยังไม่จบ! ปมพินัยกรรมมรดก 200 ล้าน เคลียร์ไม่ลงตัว


 

ยังไม่จบ! หนุ่มพ้นโทษ อ้างถูกทำพินัยกรรมปลอมมรดก 200 ล้าน ขอเคลียร์ญาติ เจรจาดุเดือดกลางโรงพัก นานกว่า 1 ชั่วโมง แต่ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ 

จากกรณีเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 66 นาย นนทรานุวัฒน์ พรหมจันทร์ ประธานคณะติดตามงานจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยนายปรีชา อายุ 42 ปี และ น.ส.ศิริลักษณ์ อายุ 32 ปี สองสามีภรรยา หอบเอกสารหลักฐานต่างๆ เดินทางเข้าพบนายวัชระ เลิศพงศ์วรพันธ์ ทนายความ เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มเครือญาติจำนวน 6 คน หลังคาดว่ามีการปลอมลายเซ็นในพินัยกรรมของนางชุ่ม เครือพลอย แม่ของนายปรีชา และนำที่ดินมรดกบางส่วนไปขายได้เงินมากว่า 50 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังมีที่ดินอีกเกือบ 100 ไร่ มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ถูกแอบอ้างโอนเป็นชื่อเครือญาติโดยการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแทนลูกชาย โดยทางผู้เสียหายได้แจ้งความไว้ พนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มเครือญาติที่หลอกให้ตนเองเซ็นพินัยกรรมมรดกของแม่ในครั้งนี้แล้ว 

ต่อมา น.ส.บุญเสริม อายุ 64 ปี หลานสาวแท้ๆ ของคุณยายชุ่ม ได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ รวมทั้งโฉนดที่ดินจำนวนนับ 10 แปลง ซึ่งเป็นของคุณยายชุ่มมาแสดงให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมทั้งเปิดเผยเรื่องราวอย่างละเอียดว่า ข่าวที่นายปรีชา หรือตั้ม ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อนั้น ไม่ใช่เรื่องจริง 

ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 ธ.ค. 66 ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี พ.ต.ต.ณัฐวุฒิ มิ่งเมือง สว.(สอบสวน) เจ้าของคดี ได้เรีอกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยเจรจาตกลงถึงกรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยฝ่ายนายตั้ม เดินทางมาพร้อมทนายความ ขณะที่ น.ส.บุญเสริม เดินทางมาพร้อมกับญาติๆ อีก 5 คน ที่มีชื่อในโฉนดที่ดินของยายชุ่ม และถูกนายตั้มกล่าวหาว่าร่วมกันปลอมลายเซ็นพิกรรมยายชุ่ม โดยทั้งสองฝ่าย พูดคุยเจรจา โต้เถียงกันอย่างดุเดือดนานกว่า 1 ชั่วโมง แต่ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้จึงต้องยกเลิกการเจรจาลงในวันนี้ 

น.ส.บุญเสริม กล่าวว่า สาเหตุที่เดินทางเข้ามาวันนี้ เพราะถูกตามให้เข้ามาประนีประนอมในเรื่องของทรัพย์สินที่เหลืออยู่ ซึ่งมีชื่อของคู่กรณีในโฉนด แต่การเจรจาผลออกมาว่าอีกฝ่ายควรได้รับเงินชดเชย ทั้งที่คู่กรณีหาคนมาซื้อทรัพย์สินในราคา 36 ล้านบาท และตัวของคู่กรณีไม่ทราบว่ามีการตกลงกันอย่างไรถึงได้ส่วนแบ่งไปแค่ 7 ล้านบาท ในขณะที่ตนได้เงิน 9 ล้านบาท จึงได้มาขอส่วนแบ่งที่เกินไปให้ได้ 9 ล้านเท่ากัน ในฐานะที่เขาเป็นฝ่ายหาคนมาซื้อและออกเช็คให้ คิดว่ามันยุติธรรมแล้วหรือไม่อย่างไร 

คู่กรณีอ้างว่าหากพินัยกรรมฉบับนี้มีการปลอมแปลงเกิดขึ้นจะกลายเป็นคดีอาญาทันที ตนยืนยันว่าพินัยกรรมฉบับนี้เป็นของจริง เพราะไม่มีสิทธิ์ไปแก้ไขอะไร และขอต่อสู้จนกว่าจะถึงศาลชั้นฎีกา การซื้อขายในครั้งนั้น ตนไม่ได้คิดจะขายแต่ถูกบังคับ และขายไปในราคาที่ถูก ตอนแรกบอกไว้ว่าขายได้ 40 ล้านบาท แต่อ้างว่ามีค่าภาษีหลายอย่าง เหลือเพียง 36 ล้านบาท ตนไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาตามมา เพียงเห็นว่าอีกฝ่ายต้องการใช้เงิน และถูกข่มขู่มาตลอดจึงตกลงขายไป แต่น้องอีกคนต้องการขายในราคาเต็ม ตนจึงหักเงินส่วนที่จะได้ 10 ล้านบาท อีก 500,000 บาท ให้น้องไป อีกฝ่ายยืนยันว่าขอส่วนแบ่งแค่ 7 ล้านบาทก็เพียงพอ แต่วันนี้มาขอส่วนแบ่งเพิ่ม ตอนนี้ยังตกลงกันไม่ได้ และทนายอ้างว่าคดีนี้เป็นคดีอาญา ต้องติดคุก และพินัยกรรมจะเป็นโมฆะ จะทำให้ตนไม่ได้รับสมบัติ เพราะจะกลายเป็นของคู่กรณีแต่เพียงคนเดียว 

หากเป็นแบบนี้จริงอยากให้ทุกคนรู้ว่าตนทำเพื่อความถูกต้อง ไม่ได้ปลอมแปลงเอกสารแต่อย่างใด หลังจากนี้ถ้าออกมาแก้ข่าวแล้วยังไม่เป็นผลดี ควรจะต้องมีทนายมาต่อสู้ได้แล้ว อยากให้มีทนายเข้ามาช่วยเหลือ เพราะตนไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย  ยืนยันว่าไม่ได้มีการแก้ไขและดูแลทรัพย์สินทั้งหมดมา 11 ปีเต็ม และคู่กรณีเป็นเพียงบุตรบุญธรรมที่ขอมาเลี้ยง ตั้งแต่แบเบาะเท่านั้น ตอนนี้ตนอายุ 64 ปีแล้วและคุณยายชุ่ม ก็เสียชีวิตตอนอายุ 79 ปีไม่ใช่ 88 ปีตามที่เขาให้ข่าว ตนเติบโต อยู่ใกล้ชิดมากับคุณยายชุ่มตลอด ไม่เคยเห็นคุณยายชุ่มตั้งท้องเลย อีกทั้งคุณยายยังป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก จะมีลูกได้อย่างไร 

ส่วนที่ฝ่ายคู่กรณีเอาสูติบัตรมาโชว์นั้น ในสูติบัตรก็ระบุอยู่แล้วว่า ยายชุ่มกับตาประมวลไปขอคู่กรณีมาเลี้ยง ตั้งแต่ยัง เป็นทารก เพิ่งลืมตาดูโลก ตามวลยายชุ่มก็รักเขามาก ในพินัยกรรมอีก 6 แปลง ก็มีชื่อของเขาอยู่ ตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไม เขาถึงต้องการสมบัติที่ไม่ใช่ของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างยายชุ่ม จัดสรรแบ่งปันให้ทุกคนเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนจะเสียชีวิต

แหล่งที่มา

Scroll to Top